
โนเกีย เปิดตัว Nokia N97 mini คอมพิวเตอร์มือถือแฝดน้องของ N97 ที่ออกแบบมาสำหรับหนุ่มสาวสังคมที่ชื่นชอบความมีสไตล์ มีขนาดเล็ก ตกแต่งด้วยสแตนเลสสตีล จอสัมผัสขนาด 3.2 นิ้ว และหน้าจอปรับแต่งได้ไม่ซ้ำใคร เปรียบเหมือนเอกลักษณ์ส่วนตัวของคุณ Nokia N97 mini มอบประสบการณ์อินเทอร์เน็ตในแบบที่คุณต้องการ ในอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัดและดีไซน์ที่โดดเด่น Nokia N97 mini วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศปลายเดือนตุลาคมนี้ในราคา 21,100 บาท และเปิดจองล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ 1 -15 ตุลาคม 2552
Ⓚⓝⓞⓦⓛⓐⓖⓔ Ⓜⓐⓝⓐⓖⓔⓜⓔⓝⓣ Ⓢⓨⓢⓣⓔⓜⓢ (◕〝◕)
Nokia N97 mini ค้นพบสิ่งดีๆ...ที่มือคุณ
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:29 0 ความคิดเห็น
ซัมซุงโชว์เหนือ เปิดตัวโอเอสใหม่ของตัวเองแล้ว
ซัมซุงโชว์เหนือ เปิดตัวโอเอสใหม่ของตัวเองแล้ว
ในที่สุดค่ายมือถือยักษ์ใหญ่จากฝั่งเอเชียอย่างซัมซุงก็ได้ฤกษ์ดีเปิดตัว Bada OS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของทางค่ายซัมซุงเอง ซึ่งการเปิดตัวเจ้า Bada OS ตัวใหม่นี้มีขึ้นที่กรุงลอนดอน, ประเทศอังกฤษ โดยค่ายมือถือสัญชาติเกาหลีนี้ได้เผยให้เห็นถึงความสามารถที่ทำงานบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ ด้วยแอพพลิเคชั่นรองรับมากมาย และเชื่อแน่ว่าจะโดนใจผู้ใช้แน่นอน
สำหรับตัวอย่างของ Bada OS ที่ทำงานบนหน้าจอสัมผัสนั้นค่อนข้างจะมีหน้าตาอินเตอร์เฟสที่ไม่หนี TouchWiz UI ที่ถือว่าเป็นสุดยอดเทคโนโลยีบนหน้าจอสัมผัสของทางค่ายเอง และถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ดูๆแล้วก็เหมือนกับการทำงานของรุ่น Pixon12 UI ทีเดียว
ซึ่งจากการออกแบบการทำงานของ Bada OS บนจอสัมผัสนั้นจะเป็นการทำงานแบบ Full-touch ด้วยมือของผู้ใช้เองล้วนๆ และทางซัมซุงยังเชื่อว่านี่จะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่จะทำให้ทุกคนหันมาใช้มือถือจอทัชสกรีนกันหมด และจะเป็นสมาร์ทโฟนที่ใครๆ ก็ใช้ได้ โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มสมาร์ทโฟนของทางค่ายเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์
พร้อมกันนี้ทางซัมซุงยังมีไฮไลท์ของงานสำหรับเมนูบริการอื่นๆ ที่น่าสนใจและสามารถทำงานได้ดีกับ Bada OS ตัวใหม่นี้ไม่ว่าจะเป็นบริการจำพวก สถานที่ และเครือข่ายทางสังคม, การซิงโครไนซ์ระหว่างอุปกรณ์, การจัดการกับข้อมูล หรือแม้กระทั่ง อี-คอมเมิร์ซ ที่ถูกสนับสนุนโดย Bada Server นั่นเอง
รางวัลเงินล้ายสำหรับนักพัฒนารุ่นใหม่
นอกจากนี้ทางซัมซุงยังเปิดให้นักพัฒนา แอพพลิเคชั่นรุ่นใหม่ๆ ได้แสดงฝีมือส่งแอพพลิเคชั่นของตัวเองมาแข่งขันกันเพื่อชิงเงินรางวัลถึง 2,700,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 94,500,000 บาท หากแอพพลิเคชั่นของผู้เข้าแข่งขันนั้นถูกคัดเลือกและนำไปใช้งานใน OS ตัวใหม่นี้
ซึ่งใครที่สนใจสามารถส่งแอพพลิเคชั่นที่คิดว่าเจ๋งและเหมาะกับการทำงานบน Bada Platform ใหม่นี้ได้ดี และโดดเด่นที่สุด โดยทางซัมซุงนั้นได้เปิดพื้นที่ให้กับนักพัฒนาจากทั่วโลกในช่วงปี 2010 ที่จะถึงนี้ในแคมเปญ Developer Days โดยจะมีการจัดแข่งขันตามหัวเมืองใหญ่ๆ อย่างในกรุงโซล-เกาหลี, ลอนดอน และซานฟรานซิสโก และที่อื่นๆ อีกมากมายที่จะมีตามมาในช่วงปี 2010 นั่นเอง
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:27 0 ความคิดเห็น
เอไอเอส มอบสิทธิพิเศษรับเทศกาลปีใหม่ เอาใจลูกค้านักช้อป ด้วยคูปองส่วนลดสูงสุด 50%ทันทีที่เซ็นทรัล ทุกสาขา

เอไอเอส ขอส่งมอบความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึง ด้วยแคมเปญมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าเอไอเอสนักช้อป สามารถจับจ่ายซื้อหาของขวัญได้อย่างอุ่นใจในราคาสบายกระเป๋า กับคูปองส่วนลดตั้งแต่ 15 – 50% ทันทีก่อนช้อป ในแคมเปญ “Central Let’s Celebrate 2010” โดยลูกค้าเอไอเอส สามารถรับคูปองได้ 1 ใบ ลูกค้าเอไอเอส เซเรเนดจะได้รับเพิ่มเป็น 2 ใบ ง่ายๆ เพียงนำโทรศัพท์มือถือไปแสดงเพื่อรับสิทธิ์ ณ บูธกิจกรรมเอไอเอส ที่ห้างเซ็นทรัล ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 10 ม.ค. 53 รายละเอียดเพิ่มเติมโทร *545 แล้วโทรออก (ฟรี)
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:25 0 ความคิดเห็น
MotoMILESTONE วางขายแล้วในอังกฤษ
MotoMILESTONE วางขายแล้วในอังกฤษ
ข่าวดีสำหรับแฟนพันธ์แท้โมโตโลร่า เนื่องจากมือถือสมาร์ทโฟนดีๆ ที่เชื่อว่ามีใครหลายคนสนใจอยู่ อย่างรุ่น MILESTONE ด้วยสนนราคา 450 ปอนด์ หรือประมาณ 25,200 บาท เพื่อต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์ แต่น่าเสียดายที่ตัวเครื่องที่นำมาจำหน่ายนั้นมีจำนวนจำกัดเหลือเกิน เพราะทาง eXpansys UK เว็บขายมือถือชื่อดังเป็นโต้โผในการจัดจำหน่ายครั้งนี้ มีเครื่องทีนำมาจำหน่ายแบบพิเศษตามเทศกาลเพียงแค่สิ้นปีเท่านั้น
ทั้งนี้มือถือ MILESTONE ราคา 450 ปอนด์นั้นจะเป็นราคาที่ไม่มีสัญญาผูกมัดกับค่ายไหน เรียกว่ามาแต่เครื่องเปล่าๆ เท่านั้น แต่หากใครอยากได้ซิมพร้อมสัญญาการใช้งานจากค่าย T-Mobile มาใช้ก็สามารถนะครับ
ถึงอย่างไรก็แล้วแต่เท่าที่ทราบมารุ่นนี้จะมีชื่อเรียกอยู่ 2 ชื่อ โดยชื่อ MILESTONE นั้นจะเป็นชื่อที่ใช้จำหน่ายในทวีปยูโรป ส่วนชื่อ DROID นั้นจะเป็นชื่อที่จำหน่ายในอเมริกา ไม่ว่าชื่อจะเปลี่ยนไปอย่างไรแต่ทั้ง 2 รุ่นก็ก็ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 2.0 เหมือนกัน ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้ก็ก็จอทัชสกรีน แป้นกด QWERTY แบบสไลด์ ที่สำคัญหน้าจอจะกว้างถึง 3.7 นิ้ว การเชื่อมต่อครบ ติดเลนส์กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมกันนี้มีซีพียู AMR Cortex A8 ด้วย ส่วนความบางนั้นจะอยู่ที่ 13.7 มิลลิเมตร จะว่าไปแล้วความบางนั้นมีมากกว่ารุ่นที่เป็นแป้นสไลด์แบบเดียวกันนี้
เอาเป็นว่าใครอยากได้มือถือทัชโฟนตัวนี้ก็สั่งซื้อได้ที่ eXpansys UK โน่นเลย
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:17 0 ความคิดเห็น
เปิดตัวเมาส์-แฟลชไดร์ฟ"ทรานส์ฟอร์เมอร์"
โทมี (Tomy) ค่ายของเล่นชื่อดังแดนอาทิตย์อุทัย เปิดตัวอุปกรณ์ต่อพ่วงคอมพิวเตอร์ทั้งเมาส์และแฟลชไดร์ฟสุดเท่ที่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ของเล่นได้อย่างเก๋ไก๋ ดูแล้วนึกถึงภาพยนตร์เรื่องทรานส์ฟอร์เมอร์ขึ้นมาทันที
แฟลชไดร์ฟที่สามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ได้นี้มีขนาด 2GB โดยโทมีติดสัญลักษณ์หน้ากากทรานส์ฟอร์เมอร์ไว้ที่ตัวแฟลชไดร์ฟด้วย โดยโทมีออกแบบให้แฟลชไดร์ฟสามารถแปลงร่างเป็นหุ่นยนต์เสือ และเมาส์แปลงร่างเป็นหุ่นยนต์ไดโนเสาร์
รายงานไม่ปรากฏราคาจำหน่ายปลีก ขอบคุณภาพจากเอเอฟพี
อีกสีของเมาส์หุ่นยนต์ไดโนเสาร์
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:03 0 ความคิดเห็น
กลุ่มโอเพ่นซอร์สโชว์ "เมาส์18ปุ่ม"
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 03:02 0 ความคิดเห็น
แอปเปิลขอโทษ "iMac"ขายดีส่งไม่ทัน
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 02:57 0 ความคิดเห็น
คนไทยซื้อมือถือ-อุปกรณ์เสริมมากสุดบนอีเบย์
อีเบย์ประกาศ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ซื้อชาวไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คือประเภทโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม โดยมูลค่าการซื้อขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Volume) ของนักขายชาวไทยบนอีเบย์ในปีนี้มีการเติบโตสูงขึ้นจากปีที่แล้ว 17%
มร.โอลิเวอร์ ฮัว ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ อีเบย์ ประเทศจีนและภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า มูลค่าการขายสินค้าบนอีเบย์ของนักขายชาวไทยได้เติบโตขึ้นอย่างโดดเด่นในขวบปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ ปริมาณสินค้าที่นักขายไทยขายได้บนอีเบย์นั้นมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 19%
“คนไทยไม่เพียงแต่นิยมค้าขายบนอีเบย์เท่านั้น แต่นิยมเลือกซื้อสินค้าจากทั่วโลกด้วย สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้ซื้อชาวไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จัดอยู่ในประเภทโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม ซึ่งมีปริมาณการซื้อเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่สูงถึง 148%"
สินค้าที่คนไทยนิยมซื้อจากอีเบย์เพิ่มขึ้นในอันดับ 2 คือคอมพิวเตอร์ มีปริมาณการซื้อเพิ่มมากขึ้นในอัตรา 100% อันดับ 3 คืออัญมณี เครื่องประดับ และนาฬิกา โดยมีปริมาณการซื้อเพิ่มมากขึ้นในอัตราที่สูงถึง 86%
อีเบย์เปิดเผยข้อมูลสถิติการจับจ่ายของคนไทยนี้พร้อมกับข้อมูลสถิติการซื้อขายสินค้าสำหรับเทศกาลส่งความสุขบนตลาดออนไลน์อีเบย์ในวัน “ไซเบอร์ มันเดย์” (Cyber Monday) หรือวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งสูงทะลุวัน“แบล็ค ฟรายเดย์” (Black Friday) หรือวันที่ 27 พฤศจิกายน ราว 35%
เทศกาลจับจ่ายช่วงวันคริสต์มาสและปีใหม่ของประชาชนชาวสหรัฐฯนั้นจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในวัน “แบล็ค ฟรายเดย์” (Black Friday) หรือวันศุกร์ที่ตามหลังวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ขณะที่ “ไซเบอร์ มันเดย์” (Cyber Monday) หรือวันจันทร์แรกหลังวันขอบคุณพระเจ้า เป็นวันที่ร้านรวงต่างๆ เฉพาะในโลกออนไลน์ จะพากันลดราคาสินค้าเป็นพิเศษเพื่อดึงดูดผู้ซื้อให้หันมาเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตมากขึ้น
ในปีนี้ อีเบย์จึงตรวจวัดความแรงของกระแสชอปปิ้งออนไลน์ของทั้งสองวันสำคัญดังกล่าว และพบสถิติที่น่าสนใจว่า ผู้ซื้อนิยมเข้ามาเสิร์ชหาสินค้าที่ตนต้องการในช่วง 20.00 – 21.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของสหรัฐฯ หรือในช่วง 8.00 -9.00 น. ตามเวลามาตรฐานประเทศไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเดินเที่ยวชมสินค้าในระหว่างวัน และกลับมาเลือกเฟ้นสินค้าที่มีราคาดีที่สุดในตลาดออนไลน์อย่างสะดวกสบายที่บ้าน
นอกจากนี้ อีเบย์ ยังพบว่าของขวัญสุดฮอตสำหรับเทศกาลส่งความสุขปี 2552 นั้นได้แก่ “จูจูเพ็ทส์” (Zhu Zhu Pets) ตุ๊กตาแฮมสเตอร์ของเล่นสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นสินค้าที่ผู้คนต่างเสิร์ชหามากที่สุดบนตลาดอีเบย์นับตั้งแต่ช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้า ซึ่งตรงกับวันที่ 26 พฤศจิกายน ในปีนี้ ทั้งนี้ เฉพาะในวันแบล็ค ฟรายเดย์ และไซเบอร์ มันเดย์ ที่ผ่านมา มีการซื้อ–ขายจูจูเพ็ทส์และสินค้าที่เกี่ยวข้องบนตลาดออนไลน์อีเบย์รวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 ชิ้น
ขณะที่สินค้าที่มีราคาปิดการขายสูงอย่างโดดเด่นบนอีเบย์ ได้แก่ เรือยอช์ท Irwin Yacht ซึ่งปิดการขายที่ราคา 5,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 167,500 บาท) และรถยนต์ Mercedes-Benz SLR McLaren ปี 2006 ซึ่งปิดการขายที่ราคาราว 200,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 6.7 ล้านบาท)
ปัจจุบัน อีเบย์มีสมาชิกจำนวน 89 ล้านคนทั่วโลก อีเบย์อ้างว่าทุกๆ วินาที จะมีสินค้าที่ประกาศขายอยู่บนอีเบย์มากกว่า 200 ล้านชิ้นทั่วโลก ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้อีเบย์กลายเป็นช่องทางสำคัญในการเลือกซื้อสินค้าหรือของขวัญสำหรับเทศกาลส่งความสุข
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 02:54 0 ความคิดเห็น
ขอดเกล็ด Facebook ทำไม"บังคับ"ให้ตั้งค่าส่วนตัว
วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมาไม่ใช่วันรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่เป็นวันสำคัญของชาวเฟสบุ๊ก (Facebook) ด้วย เพราะทุกคนที่เปิดเฟสบุ๊กตั้งแต่วันนั้น จะถูกส่งไปตั้งค่า"Privacy"หรือความเป็นส่วนตัวเสียใหม่ มองเผินๆเรื่องนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้เพราะความเป็นส่วนตัวและความสบายใจที่เพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของนักวิเคราะห์ มีการฟันธงกันว่าตัวเฟสบุ๊กเองก็จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ด้วย
สิ่งที่ผู้ใช้เฟสบุ๊กกว่า 350 ล้านคนได้พบเจอไปแล้วตั้งแต่วันรัฐธรรมนูญ คือการแสดงหน้า privacy setting โดยอัตโนมัติ จุดประสงค์ของเฟสบุ๊กคือต้องการ (กึ่งบังคับ) ให้สมาชิกทุกคนกลับไปสำรวจค่าความเป็นส่วนตัวที่แต่ละคนเคยตั้งไว้เป็นเกณฑ์ในการเปิดเผยข้อมูลแก่ชาวเว็บ ว่าหย่อนยานหรือเคร่งครัดเกินไปหรือไม่
หนึ่งในเหตุผลที่เฟสบุ๊กต้องทำเช่นนี้ เพราะผู้ใช้เฟสบุ๊กเพียงร้อยละ 15-20% ในปัจจุบันเท่านั้นที่ลงมือตั้งค่าความเป็นส่วนตัวด้วยตัวเอง ทั้งที่คนจำนวนไม่น้อยหวังตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้านายเห็นภาพตัวเองกำลังสุดเหวี่ยงในงานปาร์ตี้ เฟสบุ๊กจึงอาสาอำนวยความสะดวกให้สมาชิกตั้งค่าได้ง่ายกว่าเดิม ด้วยการแสดงหน้าเว็บเพื่อตั้งค่าโดยที่สมาชิกไม่ต้องเปิดเอง
ระบบความเป็นส่วนตัวใหม่ในเฟสบุ๊กนี้มองภายนอกอาจจะดูใช้งานง่าย แต่ต้องยอมรับว่าระบบนั้นค่อนข้างซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยที่ผ่านมา สมาชิกเฟสบุ๊กจะสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้กับข้อมูลทั้งหมดเท่านั้น แต่ในขณะนี้ สมาชิกสามารถตั้งค่าเฉพาะเนื้อหาได้ เช่น ภาพที่ต้องการแบ่งให้เฉพาะเพื่อนเท่านั้น หรือข้อความเฮฮาที่สามารถแบ่งให้เพื่อนของเพื่อนอ่านได้
ในกลุ่มเพื่อน ผู้ใช้เฟสบุ๊กยังสามารถกำหนดกลุ่มเจาะจงลงไปอีก เช่น เฉพาะเพื่อนสมัยเรียน เป็นต้น ทั้งหมดนี้นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งที่เฟสบุ๊กทำนั้นยอดเยี่ยมกว่าการรอให้ผู้บริโภคเข้าไปอ่านในส่วนช่วยเหลือหรือ "Help" เอง โดยทุกคนสามารถเลือกที่จะตั้งค่าตามเดิม หรืออาจเลือกรับคำแนะนำจากเฟสบุ๊กก็ได้
ที่สำคัญ สมาชิกยังเลือกแบ่งปันข้อมูลเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ด้วย เช่น สมาชิกที่อยู่ในเมืองเดียวกัน สมาชิกที่อยู่ในโรงเรียนเดียวกัน หรือสมาชิกที่อยู่ในสถานที่ทำงานเดียวกัน
ทั้งหมดนี้ ผู้บริหารเฟสบุ๊กยืนยันว่า การเลือกกลุ่มแบ่งปันข้อมูลบนเฟสบุ๊กจะไม่มีผลกระทบต่อการโฆษณา แต่การมอบสิทธิ์ให้สมาชิกสามารถควบคุมการแบ่งปันได้ดีขึ้น จะทำให้การแบ่งปันและการสื่อสารเกิดขึ้นบนเฟสบุ๊กมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเมื่อผู้บริโภคเชื่อใจ เฟสบุ๊กก็จะมีการใช้งานมากขึ้นด้วย
นอกจากการสร้างความมั่นใจ มีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้น่าจะสืบเนื่องจากการเปิดกว้างข้อมูลบนเฟสบุ๊กให้สามารถสืบค้นพบบนเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลออนไลน์ทั้งบิง (Bing) จากไมโครซอฟท์และกูเกิล (Google) เพื่อให้ผู้ค้นหาสามารถพบข้อมูลอัปเดทใหม่นาทีต่อนาทีบนเฟสบุ๊ก การบังคับของเฟสบุ๊กถือเป็นการเตือนให้ผู้บริโภคทบทวนการตั้งค่าอีกครั้ง ว่าอนุญาตให้ใครเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง
สำหรับผู้ที่ไม่ตั้งค่าใดๆ เฟสบุ๊กจะตั้งค่าให้เปิดเผยข้อมูลแก่ชาวเฟสบุ๊กทุกคนเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 02:50 0 ความคิดเห็น
กูเกิลพร้อมบริการ"Chrome"บนแม็ค-ลินุกซ์
หลังเปิดตัวโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ "กูเกิลโครม (Google Chrome)" สำหรับวินโดวส์ (Windows) มานานกว่า 1 ปี ล่าสุด กูเกิลปล่อยตัวโครมเวอร์ชันแมคอินทอช (Mac) และลินุกซ์ (Linux) ออกมาแล้วเรียบร้อย ยอมรับว่าการพัฒนาโครมเวอร์ชันแมคนั้นใช้เวลานานเกินคาด เนื่องจากต้องการทำออกมาให้ดีที่สุด
ในงานประชุม Web 2.0 Summit เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิล (Google) อย่างเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) เพิ่งจะย้ำว่าเบราว์เซอร์โครมเวอร์ชันแมคนั้นยังไม่พร้อมเปิดให้ใช้งาน แต่ในขณะนี้ โครมเบต้าเวอร์ชันสำหรับแมคอินทอชนั้นพร้อมให้สาวกแมคดาวน์โหลดไปทดลองใช้งานแล้ว โดยการันตีว่าโครมคือเบราว์เซอร์ชั้นเลิศสำหรับแมคอินทอช
ไบรอัน ราโกวสกี้ (Brian Rakowski) หัวหน้าทีมพัฒนาโครมของกูเกิลบรรยายความเห็นไว้ในบล็อกว่า ทีมพัฒนาโครมต้องการให้กูเกิลโครมเข้ากับแมคได้ดีแบบไร้ที่ติ ทีมจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สะอาดและเรียบง่าย รวมถึงการเคลื่อนไหวที่จะสร้างประสบการณ์ประทับใจบนระบบปฏิบัติการ OS X ของแอปเปิล
นอกจากแมคอินทอช กูเกิลยังเปิดตัวโครมสำหรับใช้งานบนระบบปฏิบัติการลินุกซ์ พร้อมกับโค้ดโปรแกรมเพื่อให้นักพัฒนานำไปต่อยอดในอนาคต
กูเกิลระบุว่า โครมสำหรับแมคอินทอชและลินุกซ์จะปลดคำว่าเบต้าเวอร์ชัน หรือเวอร์ชันทดลองออกก็ต่อเมื่อสามารถเป็นที่ยอมรับว่ามีเสถียรภาพแล้ว ไม่มีการระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดแต่อย่างใด
โปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ของกูเกิลนี้มีจุดประสงค์ในการพัฒนาคือเพื่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถท่องเว็บได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว โดยหลังการออกเวอร์ชันวินโดวส์เมื่อเดือนกันยายนปี 2008 กูเกิลโครมสามารถดึงผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตราว 3.93% ทั่วมุมโลกมาเป็นสาวกได้ ไล่ตามเบราว์เซอร์ซาฟารีของแอปเปิลซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 4.36% เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 02:45 0 ความคิดเห็น
ไอซีทีเปิดตัวเว็บไซต์เตือนภัยพิบัติ
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 02:39 0 ความคิดเห็น
"ฮ้อข้าวต้มปลา" อร่อยครบเครื่องทะเล
วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เมื่อมาถึงร้าน "ฮ้อข้าวต้มปลา" จะสะดุดตากับปลาตัวโตๆ ที่แขวนโชว์อยู่หน้าร้านให้เห็นว่าที่นี่ขายปลาสดจริงๆ และเราก็ได้รับคำการันตีจากปากเจ้าของร้าน คือ เฮียฮ้อ คุณกฤช ปัญญาวิสุทธิกุล ด้วยว่าทางร้านจะเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่จริงๆ อย่างปลาก็จะซื้อมาจากสะพานปลาแบบใหม่สดทุกวัน โดยปลาที่ทางร้านนำมาขายก็มีปลากะพงขาว ปลาเต๋าเต้ย ปลากุเลาหนวดยาว ปลาเก๋า และปลาหมอทะเล | ||||
นั่นคือส่วนของพวกเครื่องทะเลต่างๆ มาถึงตัวข้าวต้มของที่นี่เขาใช้ข้าวเก่าหอมมะลิเบอร์ 1 มาหุงเป็นข้าวต้มเม็ดสวย และในส่วนของน้ำซุปก็เป็นส่วนสำคัญทางร้านจะใช้กระดูกหมู ปลา และหัวกุ้งต้มด้วยกันจนได้น้ำซุปที่หอมหวานกลมกล่อม โดยไม่มีการใส่ผงชูรสอย่างเด็ดขาด | ||||
และมาต่อที่เมนู ข้าวต้มปลาเต๋าเต้ย (200 บาท) ชามนี้ถูกใจคนชอบกินปลาแน่ๆ เพราะมีเนื้อปลาเต๋าเต้ยขาวเนียนชิ้นใหญ่แบบติดหนังด้วยลวกใส่มาในข้าวต้ม กินแล้วขอยกนิ้วให้ในความอร่อยของปลาเต๋าเต้ยที่เนื้อนุ่มนิ่มเนียนลื่นลิ้น หวานสดแบบได้ใจ ไม่มีกลิ่นคาวปลาเลย และยิ่งจิ้มเนื้อปลากินกับน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวรสเด็ดของทางร้านยิ่งถูกปากเข้าไปใหญ่ | ||||
นอกจากนี้ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ อาทิ ข้าวต้มปลากะพง, ปลาเก๋า, ปลากุเลา (80 บาท) ข้าวต้มหัวปลา (80 บาท) ข้าวต้มปลาหมอ,หัว, เนื้อ (100 บาท) ข้าวต้มหอยนางรม (80 บาท) ยำปลา (150บาท) ยำทุกอย่าง (200บาท) เต้าหู้ทอด(10บาท) ไว้กินกับข้าวต้ม และอีกหลากหลายเมนูข้าวต้มที่สามารถเลือกสั่งมาหม่ำได้ตามใจชอบ ขอบอกถึงความสดของเครื่องทะเลที่ไม่ผิดหวังเมื่อมาที่ร้าน "ฮ้อข้าวต้มปลา" * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * ร้าน "ฮ้อข้าวต้มปลา" ตั้งอยู่ที่ 1897 ถ.เจริญกรุง 73 เขตบางคอแหลม กทม. การเดินทางถ้ามาตามถ.เจริญกรุงจากตลาดบางรักมุ่งหน้าถ.ตก เมื่อเลยสามแยกถ.จันทน์ให้ชิดซ้ายหาที่จอดรถร้านตั้งอยู่หัวมุมพอดี แต่ถ้ามาจากถ.จันทน์มุ่งหน้าถ.เจริญกรุงให้หาที่จอดรถแถวนั้นก่อนจะถึงทางเลี้ยวซ้ายตรงสามแยก หรือจะเลี้ยวซ้ายเข้าถ.เจริญกรุงแล้วค่อยจอด ร้านเปิดทุกวัน เวลา 18.00-24.00 น. ทางร้านรับออกงานนอกสถานที่เฉพาะเวลากลางคืน โทร. 0-2675-2598, 08-4010-3424 |
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 21:08 0 ความคิดเห็น
อิ่มเพลิน พักสบาย สไตล์ย้อนยุคที่ “เพลินวาน”
มาในวันนี้เพลินวานได้ทำการเปิดขยายโครงการเพิ่มเติมออกมาอีก โดยได้เพิ่มส่วนโซนที่ 2 ซึ่งเป็นโซนร้านค้าและโรงแรม ส่วนโซนที่ 3 เป็นลานกิจกรรมแบบงานวัดสมัยก่อน มีหนังกลางแปลงฉาย มีชิงช้า และยิงปืนให้เล่นแบบสนุกสนาน ทั้งนี้ในส่วนของโซนที่ 2 ที่จัดเป็นร้านค้านั้นมีการออร้านขายอาหารจำนวนมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารรสเด็ดของเมืองหัวหิน โดยมีแม่ค้าพ่อค้าชาวหัวหินมาออกร้านขายของให้เลือกอิ่มหนำกัน แบบตกแต่งร้านค้าในสไตล์ย้อนยุคเก๋ๆ มีร้านค้าที่น่าสนใจ อาทิ ร้านดอกจานขายส้มตำ น้ำตกรสแซ่บ ร้านตอกไข่ขายข้าวไข่เจียวหอมกรุ่นและข้าวร่วมสมัย ฯลฯ และยังมีร้านค้าให้เลือกซื้อสินค้าเก๋ๆ อย่างห้องเสื้อพิจิตราขายเสื้อผ้าสบายๆ สไตล์ รีสอร์ท แวร์ ร้านแม่ไม้เพลงไทยขายซีดีเพลงเก่าๆ เพราะๆ ร้านดอกบัวพานิชขายสินค้าเบ็ดเตล็ดหลากหลายชนิด และในโซนที่ 2 นี้ยังได้เปิดให้ทุกคนได้สัมผัสกับรูปแบบการพักผ่อนค้างแรมกับโรงแรมที่มีชื่อว่า “พิมานเพลินวาน” ซึ่งเป็นห้องพักขนาดใหญ่จำนวน 20 ห้อง แบ่งออกเป็น 2 ปีก ปีกละ 10 ห้อง ราคาค่าห้องพักอยู่ที่ 3,200 บาท/ห้อง | ||||
ภายในห้องพักของพิมานเพลินวาน มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย มีแอร์คอนดิชั่นเนอร์ แต่ไม่มีตู้เย็น (เพราะจะมีเลานจ์อยู่ด้านนอกที่คอยให้ บริการเครื่องดื่ม และของว่างต่างๆ มากมายแก่แขกผู้พักแบบฟรีทุกอย่าง และความน่าสนใจอันโดดเด่นภายในห้องพักแต่ละห้องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้นั่นคือ ภายในห้องน้ำทุกห้องจะมีตุ่มน้ำอุ่นให้แขกทุกคนที่มาพักได้อาบน้ำแบบสไตล์ย้อนยุค คือใช้ขันตักน้ำจากตุ่มน้ำอุ่นนั้นอาบแบบไม่มีโรงแรมที่ไหนเหมือน หากนักท่องเที่ยวที่กำลังคิดอยากจะมาพักที่โรงแรมพิมานเพลินวานแห่งนี้ ขอบอกว่าต้องอดใจรออีกสักนิด เพราะทางโรงแรมจะมาสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในปลายเดือนนี้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นหากใครมีโอกาสมาเที่ยวหัวหิน แล้วนึกฝันอยากย้อนห้วงเวลาสู่อดีตกาลอันแสนหวาน ที่ “เพลินวาน” จะทำให้ความฝันของคุณนั้นเป็นจริง * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * “เพลินวาน" ตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ระหว่างซอยหัวหิน 38 และ 40 เยื้องพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดให้บริการจันทร์-พฤหัสบดี 10.00-22.00 น. ศุกร์ 10.00-24.00 น. เสาร์ 09.00-24.00 น. อาทิตย์ 09.00-22.00 น. |
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 21:05 0 ความคิดเห็น
“เกาะลันตา” ไข่มุกเม็ดใหม่ ทะเลอันดามัน
หนาวนี้เที่ยวไหนดี …?
คำถามสำหรับการพักผ่อนช่วงปลายปี ในบรรยากาศย่างเข้าสู่ฤดูหนาว คำตอบส่วนใหญ่คงไม่แคล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ไปสูดอากาศรับความเย็นกันในอ้อมกอดของขุนเขา แต่สำหรับ “ตะลอนเที่ยว” ขอเลือกลงใต้รับไออุ่นจากท้องทะเลแห่ง “เกาะลันตา” แทน
เกาะลันตา เป็น เกาะงดงามทางฝั่งทะเลตะวันตกของจังหวัดกระบี่ ที่ยังคงความเงียบสงบไว้ได้มากกว่าเกาะอีกหลายๆแห่งของท้องทะเลกระบี่ ที่ซึ่งมีคนกล่าวขานว่า นี่คือ ไข่มุกเม็ดใหม่แห่งอันดามัน หมู่เกาะลันตาครอบคลุมและประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อยจำนวนกว่า 50 เกาะ และมีการตั้งเป็นอุทยานทางทะเลแห่งชาติหมู่เกาะลันตา โดยสามารถจำแนกย่อยได้เป็นหมู่เกาะไหง, หมู่เกาะรอก, หมู่เกาะห้า และ หมู่เกาะลันตา
เกาะลันตามีสภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาสูง ส่วนที่ราบจะอยู่บริเวณเชิงเขาและชายทะเล เกาะลันตา ประกอบไปด้วยหาดทรายจำนวน 10 หาด ซึ่งมีความสวยงามและมีความโดดเด่นแตกต่างกันไป อาทิ หาดคอกวาง หาดคลองดาว หาดลองบีช หรือ หาดพระแอะ เป็นต้น และหาดแหลมโตนด สถานที่ตั้งของประภาคาร สัญลักษณ์ประจำเกาะลันตา
การเดินทางไปยังเกาะลันตา มีให้เลือกหลายเส้นทาง ทั้งทางบก ทางเรือ ครั้งนี้ “ตะลอนเที่ยว” เลือกที่จะโดยสารทางเรือ โดยเริ่มต้นที่ “ท่าเรือเจ้าฟ้า “ภายในตัวเมืองกระบี่ ท่าเรือที่ตั้งอยู่ห่างจากเขาขนานน้ำไม่ไกลนัก
| |
| ดำน้ำดูปะการังน้ำตื้นที่เกาะไม้ไผ่ |
เพราะด้วยความเป็นเกาะหนึ่งของอุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จึงทำให้ยังไม่มีที่พักระเกะระกะ และค่าเหยียบแผ่นดินเพื่อไว้บำรุงจัดการการท่องเที่ยวเป็นค่าเข้าอุทยานฯเพียงคนละ 20 บาท ต่างจากชาวต่างชาติที่ทางอุทยานฯเรียกเก็บถึงคนละ 400 บาท
หาดทรายที่เกาะไม้ไผ่นี้ขาวละเอียดเหมือนเนื้อแป้งดีๆนี้เอง ทำให้กิจกรรมที่ได้รับความนิยมของที่นี่คือ การอาบแดด เล่นน้ำทะเล และการดำน้ำดูปะการังทั้งแบบน้ำลึก และน้ำตื้น แนวปะการังซึ่งส่วนมากเป็นแนวปะการังเขากวางทอดยาวไปถึงทางทิศใต้ของเกาะ จนได้รับขนานนามว่าเป็น "ดงปะการังแสนไร่" ท่ามกลางทะเลอันดามัน
| ||
หลังจากขึ้นสู่ฝั่งที่เกาะลันตาแล้ว อันดับแรกที่พวกเราเลือกทำกันก็คือการเข้าที่พัก ที่ “คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ที่ คราวน์ ลันตา เป็นที่พักซึ่งตั้งอยู่ในมุมสูงของเกาะลันตา ชัยภูมิของ คราวน์ ลันตา เปรียบเสมือนมงกุฏแห่งลันตาจริงๆ เพราะมีจุดชมวิวมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะลันตาได้อย่างทั่วถึง เราปิดท้ายคืนแรกที่เกาะลันตากันด้วยการนั่งดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตกที่เกาะลันตายังจุดชมวิวของทางโรงแรม คราวน์ ลันตา นั่นเอง
หากชีวิตในเมืองกรุงจะดูแก่งแย่งรีบเร่ง มาที่เกาะลันตา ก็คือวิถีที่ตรงข้าม คงเพราะความสงบของธรรมชาติเลยทำให้ใจคนมาพักนิ่งสนิทตาม เราตื่นกันอย่างไม่รีบร้อน แต่เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จก็ร้อนใจนิดๆ เพราะความที่อยากเที่ยวชมเกาะลันตาให้ได้มากที่สุด
แต่ก่อนจะพาเที่ยวขอเล่าถึงประวัติของเกาะลันตากันสักนิด เกาะลันตามีความสำคัญมาตั้งแต่อดีต คนเดินเรือมันใช้เป็นที่หลบมรสุม ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ชุมชนศาลาด่านได้กลายเป็นด่านภาษีของเรือเดินทางมาค้าขายที่เดินทางมาจากภูเก็ต ระนอง ซึ่งจะเดินทางผ่านไปยังปีนังและสิงคโปร์
หรืออีกทฤษฎี กล่าวว่า “ลันตา” มาจากคำว่า “ลุนตั๊ดซู” จากภาษาจีน ซึ่ง “ลุน หรือ หลุน” แปลว่า ภูเขา “ตั๊ด”แปลว่า ทางไกล และ “ซู” แปลว่า เกาะ ความหมายรวมคือ เกาะที่มีแนวภูเขาเป็นแนวยาวไกล และชาวเลเรียกว่า “ปูเลาซาตั๊ก” ซึ่งมีความหมายอันเดียวกัน | ||||
แต่ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไร ทุกวันนี้ก็หล่อหลอมเป็นชาวลันตาในปัจจุบัน อยู่กันอย่างกลมกลืน กลับเข้าเรื่องท่องเที่ยวของเรากันต่อดีกว่ามาเกาะทั้งที ก็ขอแวะไปหย่อนกายพักริมหาดกันหน่อย เราเลือกที่ “หาดคอกวาง” หาดที่มีหน้าหาดยาวเงียบสงบเป็นที่เดินเล่น | ||||
จากนั้นเที่ยว “หมู่บ้านทุ่งหยีเพ็ง” หมู่บ้านที่มีความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าโกงกางมากที่สุดในเกาะลันตา ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของเกาะลันตา นอกจากการพายคายัคเพื่อชมป่าโกงกางที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว การประกอบอาชีพของผู้คนในหมู่บ้านก็ยังน่าสนใจไม่น้อย เพราะที่นี่คือแหล่งทำกะปิอันลือลั่นทั้งสะอาดและอร่อย | ||||
อย่างที่ “บ้านชาวเลสังกาอู้” หรือ ยิปซีทะเล หรือ ชาวไทยใหม่ ที่เรามาเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ทางปลายเกาะทางด้านใต้ ห่างจากศาลาด่านไป 27 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวเลที่มีขนาดใหญ่ ปลูกสร้างบ้านอยู่ติดทะเล มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ผู้ชายมีอาชีพชาวประมงออกหาปลาส่วนผู้หญิงจะอยู่บ้าน ชาวเลที่นี่มีลักษณะเหมือนนิโกร ผมหยิกแบบซาไก ผิวดำ | ||||
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * สนใจติดต่อสอบถามการเดินทางไปยังเกาะลันตาได้ที่ ททท.สำนักงานกระบี่ โทร.0-7562-2163 หรือที่ โรงแรม คราวน์ ลันตา รีสอร์ท แอนด์ สปา โทร.0-2217-3040-1(สำนักงานกรุงเทพ),07-7562-6999 (เกาะลันตา) |
เขียนโดย ::ENGLISH:: ที่ 20:51 0 ความคิดเห็น





